โดย Colors ภาพโดย เพื่อนตั้ม
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ใน อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ และ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก บนเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พื้นที่ของอุทยานฯ เกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่บนเทือกเขาที่มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมเขาหลายลูก โดยจะมีเส้นพรมแดนไทย – ลาว ผ่าครึ่งตรงกลาง อันเนื่องมาจากการแบ่งพรมแดนโดยใช้แนวสันปันน้ำของเทือกเขาเป็นหลัก สันที่ปันน้ำมาทางไทยก็เป็นพื้นที่ของไทย ด้านที่ปันน้ำไปตกทาง สปป.ลาว ก็เป็นของลาว และพื้นที่ที่ปันน้ำมาทางฝั่งไทยทั้งหมดก็คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มียอดภูสอยดาวที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๒,๑๐๒ เมตร เป็นยอดสูงสุด และเป็นต้นน้ำสำคัญของลำน้ำสองสาย คือ น้ำภาคและน้ำพาน ที่ไหลลงสู่ลำน้ำแควน้อย แล้วไหลไปลงแม่น้ำน่าน รวมทั้งลำน้ำปาดที่หล่อเลี้ยงชาวพิษณุโลก และเป็นจุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้
เราออกเดินทางจากรุงเทพฯ เวลาห้าทุ่มตรง หลังจากเดินทางกันมาตลอดคืน ในที่สุดคณะเดินทางของเราก็มาถึงบริเวณที่ทำการอุทยานในตอนแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมาถึงก็ดำเนินการตามระเบียบของนักท่องเที่ยวที่ดีคือลงทะเบียน ชำระค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำขยะ รับบัตรคิวจ้างลูกหาบ ชั่งน้ำหนักของและชำระเงิน เมื่อปฏิบัติตามทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องแล้วก็จัดการเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดภูสอยดาว โดยสัมภาระทั้งหมด เราจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปให้ จะมีติดตัวก็เพียง อาหารมื้อกลางวัน น้ำดื่ม กล้องถ่ายรูป ผ้าเช็ดหน้า ยาดม รวมทั้งรับประทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยด้วย
การเดินทางขึ้นสู่ยอดภูสอยดาว เราจะต้องเดินเท้าขึ้นไปในระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ขึ้นไปสู่ระดับความสูง 1,633 เมตร ผ่านเนินต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบสบาย ๆ หลอกให้ตายใจ กับแบบที่ต้องขออนุญาตใช้คำว่า “หฤโหดบรรลัยชัน”ชวนเป็นลมกันเลยทีเดียว
เริ่มต้นทางเดินขึ้นภูช่วงแรกเป็นทางเลียบลำธาร ผ่านน้ำตกภูสอยดาว ที่สวยงามมาก อากาศเย็นสบายยามเช้า บวกกับเสียงน้ำตกและเสียงธารน้ำที่ไหลผ่านทำให้หัวใจเรากระปรี้กระเปร่าขึ้นและรู้สึกตาสว่างหายงัวเงียจากการเดินทางในค่ำคืนที่ผ่านมา ภาพความงามของธรรมชาติกระตุ้นให้หัวใจเราสู้เต็มร้อย มีเรี่ยวแรงที่จะพิชิตยอดสูงสุดภูสอยดาว แล้วโชคก็เข้าข้างเราเพราะวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝนดีต่อการถ่ายภาพและการเดินเพราะไม่มีฝนมาเป็นอุปสรรค
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เราเดินข้ามลำน้ำของน้ำตกภูสอยดาวมาถึงเนินส่งญาติ ซึ่งเป็นปราการด่านแรกของการเดินขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาว ที่มาของเนินส่งญาตินั้นมาจาก ในอดีต ญาติ ๆ ของบรรดาทหารไทยจะใช้เป็นจุดที่เดินมาส่งทหารเข้าสู่สมรภูมิรบกับทหารลาวที่เนินแห่งนี้ เส้นทางเดินของเนินส่งญาตินั้นมีทั้งที่เป็นทางชันและทางราบ หลายจุดชันมากจนเจ้าหน้าที่ต้องทำราวไม้ไผ่และขั้นบันไดดินให้เดิน สองข้างทางมีป่าไผ่หก ซึ่งเป็นไผ่ที่มีลำขนาดใหญ่ ปกคลุมเกือบตลอดเส้นทาง ดูงดงามแปลกตา
ถัดจากเนินส่งญาติ ก็เข้าสู่เนินปราบเซียน ชื่ออาจจะฟังดูน่ากลัวแต่กลับเป็นเนินที่เดินได้ง่ายและสะดวกที่สุด หนทางไม่ชันมากนักมีทางราบเป็นระยะทางยาวเหยียดไม่ต่างจากเนินป่าก่อที่อยู่ถัดไปซึ่งมีต้นก่อขึ้นอยู่มากมาย ต่อมายังเนินที่สี่ คือ เนินเสือโคร่ง ชื่อฟังดูน่ากลัวอย่างกับจะมีเสือโคร่งคอยจ้องเขมือบนักท่องเที่ยวอยู่ แต่ไม่ใช่ เพราะชื่อเนินเสือโคร่งนั้นมาจาก ต้นนางพญาเสือโคร่งที่ขึ้นอยู่มากในบริเวณนั้น
สามเนินที่ผ่านมา ตั้งแต่ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อและเนินเสือโคร่ง อาจจะเป็นเนินที่เดินได้ไม่ลำบากมากนัก แต่ก็ทำให้ความเหนื่อยในตัวเราเริ่มสะสมมากขึ้น ๆ น้ำขวดเดียวที่ถือมาก็เริ่มรู้สึกว่าหนัก และเป็นภาระมากกว่าที่คิด อาหารกลางวันที่ถือมาก็เลยอยากจะรีบกำจัดเสียให้หมด ๆ ไป เราจึงพักรับประทานอาหารกลางวันเติมพลัง กันที่ เนินเสือโคร่งนั่นเอง และหยุดให้ข้อเข่าและกล้ามเนื้อได้พัก ไม่นานเราก็มีแรงเดินต่อ พร้อมสำหรับเนินสุดท้ายก่อนขึ้นพิชิตลานสนภูสอยดาว นั่นก็คือ เนินมรณะซึ่ง เป็นเนินที่ สูงและชัน พอถึงตรงนี้ฤทธิเดชของสี่เนินที่ผ่านมาก็เริ่มออกฤทธิ์ เพราะร่างกายเรามีความเหนื่อยล้าสะสมมาก ประกอบกับความเจ็บระบมของกล้ามเนื้อขา ข้อเข่า ก็ยิ่งทำให้แต่ละก้าวที่จะก้าวออกไปนั้น สร้างความทรมานให้กับเรามาก และภาพที่เห็นก็ยิ่งแทบทำให้หมดแรงเพราะจุดที่เราต้องขึ้นไป นั้นสูงขนาดแค่มองยังต้องแหงนคอตั้งบ่า จนคนเดินยังไม่ยอมเชื่อสายตาตัวเองว่า นั่นน่ะหรือคือจุดที่เราต้องปีนขึ้นไป การเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้จึงยากมากที่สุด เท้าที่ก้าวออกไปแต่ละก้าวก็ก้าวได้แค่สั้นนิดเดียว ขาเริ่มสั่นด้วยความอ่อนแรง และต้องหยุดเพราะความเหนื่อยเป็นระยะ ๆ แต่เมื่อเราหันมองกลับไปด้านหลังที่เดินผ่านมา ภาพที่เห็นก็คือ วิวภูเขาจากมุมสูงกว้างไกลสุดสาย แบบที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะพาตัวเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ลมเย็นจากภูเขาพัดมากระทบร่างกายเหมือนจะให้กำลังใจนักเดินทางผู้อ่อนล้า เหงื่อเย็นซึมเปียกไปหมดทั้งตัว เสื้อผ้าก็มอมไปด้วยฝุ่นทรายเพราะทางที่ขึ้นมาก็เรียกว่าทั้งคลานทั้งลากเอาตัวเองขึ้นมา ทั้งเหนื่อยทั้งมีความสุขอยู่ในเวลาเดียวกันอย่างน่าประหลาด
เมื่อพักพอหายเหนื่อยแล้วก็รวมรวบกำลังตัวเองขึ้นมาอีกครั้งและป่ายปีนตะเกียกตะกายขึ้นไปต่อ ไม่นาน ก็สามารถเดินขึ้นมาถึงจุดสุดยอดเนินมรณะ ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาอันสวยงามของบริเวณชายแดนไทย – ลาว ได้อย่างชัดเจน และเดินทางราบต่อไปอีกระยะก็ถึงลานสนภูสอยดาวอย่างเหนื่อยอ่อน และเมื่อมาถึงนี่ก็ไม่ลืมที่จะรวบรวมเรี่ยวแรงอีกเฮือกฉีกยิ้มเพื่อถ่ายภาพที่ระลึกกับป้ายผู้พิชิตภูสอยดาวตามธรรมเนียม ถัดจากนั้นก็รีบมุ่งหน้าสู่ลานกางเต็นท์บริเวณลานสนเพื่อที่จะได้พักอย่างจริงจัง
ต่อมาเมื่อเดินมาถึงลานสนภูสอยดาว ก็ได้รู้ว่าที่เรากัดฟันเดินขึ้นมาถึงที่นี่ คุ้มค่า ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่เราเดินทางไปนั้นจะหมดฤดูกาลการผลิบานของดอกหงอนนาคไปแล้วแต่ภาพของทุ่งหญ้าสีทอง กับทิวสนกลางสายม่านหมอกขาวที่เป็นฉากหลังอันสวยงาม ถือเป็นกำไรจากการเดินทางที่เพียงพอแล้ว เพราะมันเป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าคำพรรณา
หลังจากชมวิวพอแล้ว เราก็นั่งพักที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อรอลูกหาบ และระหว่างนั้นก็รีบไปเช่าอุปกรณ์ที่จำเป็นจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ได้แก่ ผ้าห่ม เตาสามขา และถังน้ำ ซึ่งอันสุดท้ายนี้สำคัญมากเพราะห้องน้ำบนภูสอยดาวไม่มีน้ำไว้ให้ใช้ มีเพียงโถส้วมให้เพียงอย่างเดียว หากต้องการใช้น้ำ นักท่องเที่ยวจะต้องเอาถังน้ำไปตักมาจากลำธารเอง และเนื่องจากบนลานสนภูสอยดาว ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอาหารและน้ำดื่มจำหน่าย ทุกอย่างนักท่องเที่ยวควรเตรียมมาเองให้พร้อม แม้กระทั่ง ผ้าห่ม เตาสามขา และถังน้ำที่มีให้เช่า ถ้าหากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะไม่เพียงพอ แต่คณะของเราโชคดีมากที่เดินขึ้นไปถึงลานสนเร็วกว่าคณะอื่น เลยทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาดังกล่าว เพราะถ้าช้ากว่านี้ก็คงจะต้องลำบากเพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมเท่าที่ควร
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เวลาเริ่มเย็นลงแค่เพียงเมฆบังดวงอาทิตย์ในเวลาโพลเพล้เท่านั้น อากาศบนภูสอยดาวก็เปลี่ยนเข้าสู่ความเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลันจนเราตั้งตัวไม่ทัน ทำให้สองชั่วโมงระหว่างรอลูกหาบเดินขึ้นมาถึง เราต้องเอาผ้าห่มที่เช่ามา ห่มคลุมร่างกายนั่งขดตัวรอด้วยความหนาวเย็น ยอมรับว่าในชีวิตไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้นมาก่อนเลย ทั้งมอมแมม ตัวเลอะฝุ่นไปหมด เมื่อกลางวันยังเดินเหงื่อแตกตากแดดร้อนอยู่กลางป่า ตกเย็นหนาวจนต้องเอาผ้านวมห่มตัวนั่งคอยลูกหาบจนเกือบค่ำ ทั้ง หิว ทั้ง ง่วง และ เหนื่อย จนเผลอหลับไปในที่สุด
จนเกือบหกโมงเย็น เสียงคุยกันระงมของนักท่องเที่ยวก็ปลุกให้เราตื่นขึ้นอีกครั้ง พอดีกันกับที่ลูกหาบของเราเดินทางมาถึง เราจึงไม่รอช้ารีบนำเต็นท์ออกมากาง พร้อมจัดการตัวเอง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทานอาหารเย็น แล้วรีบล้างหน้าแปรงฟัน และทำในสิ่งที่ต้องการมากที่สุด ก็คือ “ นอนหลับ” และหลับแบบอัตโนมัติได้ภายใน 5 วินาที ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับน่าจะมาที่นี่ รับรองหลับแน่
และเช้าวันรุ่งขึ้น ก็รีบตื่นเช้าขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า และสัมผัสละอองหมอกที่เพียงแค่เปิดเต๊นท์ออกมาก็อยู่ตรงหน้า อาหารเช้าวันนั้นเป็น ข้าวต้มซอง กับ ผักกาดกระป๋อง และ หมูหยอง เป็นอาหารที่อร่อยกว่าร้านไหน ๆ ที่เคยกินมา เพราะลงมือทำเอง ตั้งแต่ตลกบรโภคไปขอใช้ไฟที่กองไฟของพวกลูกหาบ (เพราะก่อเองไม่ได้) แต่พวกน้า ๆ ลูกหาบก็เป็นมิตรและเป็นกันเองกับเรามาก เป็นมิตรภาพแห่งการเดินทางที่เราสัมผัสได้ เช้าวันนั้นข้าวต้มแห่งมิตรภาพจึงถูกซัดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ทำให้เรามีเรี่ยวแรงพร้อมออกไปสำรวจจุดท่องเที่ยวบนลานสนภูสอยดาวได้ต่อ
จุดท่องเที่ยวจุดแรกที่เดินไปชม คือ หลักเขตแดนไทยลาว ซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับลานกางเต็นท์นั่นเอง มีคนบอกว่าหากมาภูสอยดาวแล้วไม่ได้บันทึกภาพกับหลักเขตนี้ก็ถือว่ามาไม่ถึง เพราะเป็นเหมือนไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งนอกจากทุ่งดอกหงอนนาค เราจึงข้ามไปข้ามมาถ่ายรูปทั้งฝั่งไทยไปกลับฝั่งลาวตั้งหลายรอบ
ต่อมาจุดที่สองคือจุดสูงสุดที่ยอดภูสอยดาว ที่ระดับความสูง 2,102 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทางเดินไม่ลำบากเท่าไหร่นัก จุดนี้มีเสน่ห์ตรงที่เราได้ขึ้นไปมองวิวที่สูงที่สวยงาม และได้เก็บความภูมิใจที่ได้มาถึงและยืนอยู่ที่ระดับความสูงที่สุดยอดภูสอยดาวสำเร็จ
นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้ก็คือ จุดท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก คือน้ำตกสายทิพย์ซึ่งจะมีน้ำไหลมาเป็นสาย ประกอบกับก้อนหินหลากรูปทรงหลากหลาย มองแล้วเย็นตา และต้นเมเปิ้ลแดงที่กำลังผลัดใบ ใบเมเปิ้ลสีส้มสวยสว่างอร่ามตาไปทั่วบริเวณน้ำตก สวยงามมาก และอีกจุดคือน้ำตกมอสที่อยู่ไกลพอสมควรซึ่งเป็นจุดที่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางไป
และเย็นวันนั้นสำหรับค่ำคืนสุดท้ายของภูสอยดาว อาหารมื้อเย็น แน่นอน ต้องไม่ธรรมดา เรากางผ้าใบเลี้ยงกันแบบ Grand Dinner เพราะหอบเอาอาหารกระป๋องอาหารสำเร็จรูปขึ้นไปมากมาย (กลัวอดตาย) ผลสุดท้ายก็ทานไม่หมด จนเจ้าหน้าที่อุทยานแอบมาแซวว่าเสบียงคณะนี้มากันแบบเศรษฐี “กินมั่งทิ้งมั่งก็ยังเหลือ” แต่เราก็ใช้เสบียงเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าเพราะก่อนกลับก็นำเอาแจกจ่ายให้กับบรรดาลูกหาบ เพื่อนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับ และเจ้าหน้าที่อุทยาน สร้างมิตรภาพดี ๆ ได้อีกทางหนึ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันแห่งการอำลาภูสอยดาว บรรยากาศช่วงนี้ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพและความทรงจำดี ๆ เราช่วยกันเก็บเต๊นท์ เก็บขยะ และกล่าวคำอำลาเพื่อนใหม่ที่ได้รู้จักกันตั้งแต่วันที่เดินขึ้นมา ที่ได้ผลัดกันแซงผลัดกันพัก และได้มีโอกาสพูดคุยทำความรู้จักเป็นเพื่อนเดินทางกันมา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก
มาเยือนภูสอยดาวครั้งนี้นอกจากจะได้มาสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม พิสูจน์ใจที่อดทนกับความลำบากแล้ว มิตรภาพจากเดินทางก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องจารึกเอาไว้ในความทรงจำด้วยเช่นกัน
phusoidao07@hotmail.com
การเดินทาง
สถานที่ติดต่อ : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 53110
โทรศัพท์ 0 5543 6001-2 อีเมล
- จากจังหวัดพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1246 ถึงบ้านแพะแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1143 ผ่านอำเภอชาติตระการ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบกับเส้นทางแผ่นดินหมายเลข 1268 ถึงน้ำตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร
- จากจังหวัดอุตรดิตถ์ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1047 (อุตรดิตถ์-น้ำปาด) จนถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จึงเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รวมระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร
หมายเหตุ หากนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวแล้ว ไม่สามารถขึ้นยอดภูสอยดาวได้ทัน (อุทยานแห่งชาติเปิดให้ขึ้นลานสนภูสอยดาวตั้งแต่เวลา 8.00 - 14.00 น.)
ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติที่อยู่ด้านล่างไว้แล้ว
หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบ จาก ต้นกะศิลป์ เพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก
*******